ศิลปะของนิตซ์เช่

posted on 14 Sep 2012 10:47 by hoyjubkab
 
 
          ฮ่าๆๆๆเปิดเอนทรี่ใหม่ก็ขอหยิบแนวคิดเมพๆของนักปรัชญาขบถอย่างนิตซ์เช่ที่เราคุ้นเคยกันดี มาคุยให้ฟังเนอะ แต่พอย้อนกลับไปดูเอนทรี่เก่าๆก็เจออีลุงนิตซ์เช่เนี่ยโผล่มาเต็มไปหมด
 
        ทีนี้ป้าก็เลยคิดว่า นอกจากเรื่องอภิปรัชญาอย่างเรื่องเจตจำนงสู่อำนาจ หรือ the will to power ของแก หรือแม้แต่เรื่องอภิมนุษย์ หรือ the superman บางทีฝรั่งมันก็ใช้ the overman เนี่ยป้าก็เคยนำมาพูดถึงอยู่หลายหน ไม่รวมแนวคิดทางจริยศาสตร์ของแกอีกหลายสิ่งนัก
 
        เพื่อให้มันครบจบกระบวนความ ป้าก็ขอแถมสุนทรียศาสตร์ซึ่งในที่นี้คือ  แนวคิดเรื่องศิลปะของแก พ่วงไปด้วยเลย ทีนี้ใครอยากศึกษานิตซ์เช่ด้วยสำนวนง่ายๆก็เข้ามาศึกษาได้ เพราะตอนสมัยเรียนถึงแม้จะชอบนิตซ์เช่เข้าไส้ยังไงก็ตาม แต่ขี้เกียจแปลภาษาอังกฤษว่ะ ขนาดเป็นงานที่เค้าสรุปมาให้อย่างท่านพ่อ Walter Kaufmann ป้ายังท้อเลยว่ะ เพื่อความสะดวก ตามมาอ่านในบล็อกป้าแล้วกันนิหนูนักปรัชญาทั้งหลาย....
 
       ก่อนอื่นอยากรู้ว่า ใครเคยอ่าน the Birth of Tragedy (1872) มาแล้วบ้าง ?
 
        มันเป็นหนังสือปรัชญาเล่มบางๆ มีคนแปลเป็นภาษาไทยให้อ่านนะ ในวิภาษาแรกๆก็มีคนนำมาแปลไว้ อีหนังสือเล่มนี้มีความสำคัญตรงที่มันเป็นหนังสือเล่มแรกของอีลุงนิตซ์แล้วก็มันพูดถึงมุมมองทางศิลปะของแก ซึ่งนับว่ามีแนวคิดใหม่ๆแปลกไปจากเดิม แปลกยังไงใหม่ยังไง  แตกต่างจากแนวคิดร่วมยุคสมัยของแกยังไง ลองอ่านดู
 
       เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มันกล่าวถึงศิลปะของกรีกโบราณ ก็อีตานี่แกเชี่ยวชาญกรีกมากๆน่ะ อย่าลืมว่านอกจากปรัชญาที่แกเก่งกาจแล้วนิตซ์เช่ยังเลิศเรื่องนิรุกติศาสตร์ด้วย โดยเฉพาะภาษาโบราณ
 
       ทีนี้อีลุงนิตซ์แกก็เกิดเห็นข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับศิลปะสมัยกรีกว่า ถ้าเป็นศิลปะก่อนสมัยตาโสเครตีส เจ้าของวลีเด็ด "ความรู้คือคุณธรรม" อาจารย์เพลโต นั้น ศิลปะกรีกมันมีรูปแบบที่แกเรียกว่า " ไดโอนีซัส"
 
       คือ เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรง ความแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยการกระตุ้นให้เกิดพลังสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในการใช้ชีวิตอยู่กับความจริงในโลกที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาติญาณ ป่าเถื่อนดุร้ายไร้จริยธรรมต่างไปจากสมัยของเรา หนูนักปรัชญาลองไปดูเรื่องทรอยหรือสามร้อยก็พอกล้อมแกล้มไปได้นะ
 
      คือในสมัยกรีกโบราณเนี่ยชีวิตของคนเรามันแขวนไว้บนเส้นด้ายจริงๆ มีชีวิตอยู่ดีๆถูกจับไปเป็นเชลยถูกฆ่า จากสงครามได้ง่ายๆ ทีนี้อีลุงนิตซ์แกก็มองว่า พลังความคิดสร้างสรรค์ในศิลปะแบบไดโอนีเซียนนี่มันถูกกดทับไว้ไม่ให้ปรากฏเห็นอย่างชัดเจน ตั้งแต่สมัยโสเครตีสเป็นต้นมา
 
      ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ โสเครตีสยกย่องเหตุผลเหนืออารมณ์ความรู้สึก ยกย่องโลกภายในมากกว่าโลกภายนอก ซึ่งนิตซ์เช่เรียกลักษณะนี้ว่า " ศิลปะแบบอพอลโลเนียน" ซึ่งเน้นความมีเหตุผล ความยิ่งใหญ่ ความเป็นสัดส่วนถูกต้องสวยงาม
 
      เกี่ยวกับเรื่องนี้นิตซ์เช่ได้เอ่ยถึง พลังของศิลปะทั้งสองแบบที่ส่งอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนเรา นิตซ์เช่เห็นว่าโลกที่แท้จริงนั้น น่ากลัวสยดสยองและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ซึ่งความจริงนี้ทำให้คนเราหวาดกลัวที่จะมีชีวิตอยู่ แม้เพียงคนเราได้สบตากับมันเพียงชั่วครู่ เราคงจะรีบฆ่าตัวตายเสียให้พ้นๆ
 
     เพื่อให้คนเรามีขีวิตต่อไป ธรรมชาติจึงได้สร้างความสวยงามขึ้นมาปกคลุมความจริงนี้ไว้ นั่นก็คือพลังของอพอลโลเนียนนั่นล่ะ เรียกได้ว่าพลังของไดโอนีซัสและพลังของอพอลโลเนียน ต่างมีส่วนสำคัญในการเกื้อกูลให้คนเราดำรงชีวิตอยู่
 
     อย่างไรก็ตามลุงแกก็เทใจไปยัง ศิลปะแบบไดโอนีซัสมากกว่า เพราะแกบอกว่า มันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรม เพราะมันมีส่วนร่วมกับความคิดสร้างสรรค์แรกเริ่ม ความสนุกในการมีชีวิตและความจริงสูงสุด
 
    ใครนึกภาพศิลปะแบบไดโอนีซัสไม่ออก ให้ไปหาภาพเทศกาลดนตรีวู๊ดสต็อกมาดู มันก็ดูป่าเถื่อนดิบบ้าแบบนั้นหรือถ้าเป้นชิ้นงานศิลปะ ป้าก็นึกถึง เฟรด้า ปิกัสโซ่ อะไรเทือกนี้
 
    ก่อนที่จะจบเอนทรี่นี้ ป้าอยากให้หนูนักปรัชญาเข้าใจนิดนึงว่า นิตซ์เช่ที่ได้รับการยกย่องจากแวดวงศิลปะยุคใหม่เกือบทุกแขนง ก็เพราะ ลุงนิตซ์ได้เปิดโลกศิลปะในความหมายที่กว้างกว่าในอดีตที่ผ่านมา
 
    เพราะแกมีความเห็นว่า ศิลปะนั้นมีประโยชน์ในการเป็นตัวช่วยที่ทำให้มนุษย์ สามารถดำรงชีวิตต่อไปบนโลกได้ เนื่องจากมนุษย์มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ดังนั้นการที่มนุษย์จะรอดพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายสะอิดสะเอียน ที่เกิดจากการเผชิญความจริงของชีวิตได้ ก็โดยอาศัยศิลปะเท่านั้น
 
    และด้วยเหตุนี้ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ผูกพันและสำคัญกับชีวิตของเรา.....หรือไม่จริง?
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
    แถมนิดนึง ศิลปะของนิตซ์เช่รวมศิลปะทุกแขนง รวมงานศิลปะที่เกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์และธรรมชาติ รวมไปถึงศิลปะในการใช้ชีวิตอีกด้วย

Comment

Comment:

Tweet

ชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์มันย้อนแย้งยังนี้แหล่ะเนอะ เวตราquestion

#10 By wonderboy on 2012-09-22 21:25

ด้วยอารมณ์ความรู้สึกทำให้มนุษย์รู้สึกมีความหมายที่จะอยู่บนโลก
ด้วยเหตุผลอย่างเดียวมันไม่เพียงพอที่จะบัลดาลแรงใจให้อยากมีชีวิตอยู่
เป็นประโยคที่หน้าคิดมากๆ เลยน้าาา
มันทำให้นึกถึงคนบ้า ที่เห็นๆกันอยู่ตามที่ต่างๆ เค้ามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ติดอยู่ในข้อจำกัดอะไรเลย หิวก็กิน ง่วงก็นอน ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาน(อารมณ์)ล้วนๆ
แต่คนส่วนใหญ่ ที่ใช่เห็นผลกับทุกๆเรื่อง กลับเจอขอจำกัดที่มีอยู่มากมาย
เหตุผล บางครั้งดูสำคัญ บางครั้งก็ดูไร้ประโยชน์
ยิ่งคิดยิ่งชวนสงสัย

#9 By เวตรา on 2012-09-21 16:21

เคยอ่านปรัชญาบ้าง สะเปะสะปะครับ ไม่ได้ลึกซึ้ง และก็ไม่รู้เราเข้าใจจริงอย่างที่อ่านหรือเปล่า ที่เข้ามาอ่าน บล๊อกนี้ก็หาความรู้ หาคนชี้แนะด้วยน่ะครับ
ขอบคุณมากครับ

#8 By winney (103.7.57.18|171.99.75.199) on 2012-09-21 09:18

อันนี้วินนี่เคยเรียนปีัชญามาก่อนรึปล่าวคะ ถ้าไม่เคยป้าต้องบอกว่าเก่งมากนะ เพราะนิตซ์เช่แกยกย่องอารมณ์ความรู้สึกมาก และจุดนี้เองที่กล่าวได้ว่าแกเป็นผู้รื้อทำลายขนบของเพลโตที่ยกย่องเหตุผลเหนืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

ตามความคิดของป้า เหตุผลน่ะเป็นสิ่งสำคัญในการใข้ชีวิต แต่เราไม่สามารถใช้เหตุผลมาอธิบายชะตากรรมได้นะ หลายครั้งที่เราอดถามไม่ได้ว่า ทำไมสิ่งนั้นสิ่งนี้จึงเกิดกับเราไม่เกิดกับคนอื่นบ้างล่ะ why 's me? ใช่ไหม ป้าเองก็คิดอยู่บ่อยๆตอนที่เป็นเด็กน้อย แต่ไม่มีคำตอบหรอก ถ้าเรายังแสวงหาเหตุผลกับคำถามเหล่านี้ สุดท้ายเราอาจตายไปเสียก่อนที่จะรู้

เมื่อเป็นเข่นนี้ อารมณ์ความรู้สึกจึงต้องมีขึ้นมาคัดง้างเหตุผลให้อ่อนลง ชีวิตมันเป็นเรื่องแปลกอย่างนี้เอง
มีหนังเรื่องนึง ตัวเอกมันเป็นร็อกเกอร์แก่ๆที่ปลดเกษียนแล้ว มันเดินทางหาความหมายของชีวิตเมื่อชราและอัปลักษณ์ วันนึงมันไปสั่งแฮมเบเกอร์ที่ร้าน เด็กเสริฟจำได้ว่ามันเคยเป็นคนดังมาก่อนจึงทักว่า

" ขอโทษนะที่ได้แฮมเบเกอร์ไหม้ ช่วยไม่ได้ ชีวิตก็อย่างนั้นล่ะ"
" มันก็เริ่มต้นจากประโยคแบบนี้ สุดท้ายก็เหลือเพียง .... ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น"
เผินๆก็เป็นพูดที่ใกล้เคียงกัน แต่ความหมายของมันลึกซึ้งขึ้นไปตามวารวัน เรายอมรับชีวิตอย่างที่มันเป็นโดยไม่ต้องถูกยัดเยียด ก็เมื่อเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตมากขึ้น
ดีใจที่ได้คุยกันนะวินนี่
ร็อกเกอร์แก่ตอบด้วยใบหน้าไร้ชีวิต big smile

#7 By wonderboy on 2012-09-19 17:51

ด้วยอารมณ์ความรู้สึกทำให้มนุษย์รู้สึกมีความหมายที่จะอยู่บนโลกหรือเปล่าครับ
ด้วยเหตุผลอย่างเดียวมันไม่เพียงพอที่จะบัลดาลแรงใจให้อยากมีชีวิตอยู่
ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ

#6 By winney (103.7.57.18|10.137.244.139, 1.20.0.139) on 2012-09-18 22:39

ขอบคุณกำลังใจที่น่เดียมอบให้นะ ป้าเองก็ไม่ค่อยได้อัพบล็อกบ่อยนัก แต่พยายามเขียนให้ต่อเนื้องเดือนละเอนทรี่ก็ยังดี งานที่ป้าเขียนอาจจะมีศัพ่์แสงแปลกๆบ้าง พยายามเขียนปรัชญาย่กๆให้ง่ายลงมานิด ให้วัยรุ่นอ่านนะจ๊ะembarrassed

#5 By wonderboy on 2012-09-18 12:12

แปลกดีนะเวตรา ไม่ค่อยมีคนเมนท์ แต่ยอดคนอ่านก็สม่ำเสมอดี ยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าเวตราไม่เข้ามา จะมีใครอีกไหม ขอบคุณนะจ๊ะ

#4 By wonderboy on 2012-09-18 12:10

ถึงคุณป้าเจ้าของบล็อก
เข้ามาให้กำลังใจคุณป้านะคะ อยากให้เขียนไปเรื่อยๆ
โดยส่วนตัวหนูไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาอ่าน
แต่หนูชอบที่บทความมากเลย ^^
เป็นกำลังใจค่ะ <3

#3 By nadia (103.7.57.18|203.131.208.117) on 2012-09-18 09:12

เงียบเงาจังเลยนะคะเนี้ยย
ตานิชก็เข้าใจยากเหมือนเดิม คริคริ

#2 By เวตรา on 2012-09-17 22:41

เอาใจหนูนักปรัชญานะจ๊ะเอนทรี่นี้sad smile

#1 By wonderboy on 2012-09-14 19:14

Code Here.