กรูจะเป็นคนดีไปทำไมวะ?

posted on 23 Feb 2013 09:58 by hoyjubkab
 
 
    หายไปเดือนกว่าๆหวังว่าหนูๆนักปรัชญาคงจะไม่ลืมกันนะจ๊ะ ก็อย่างที่เคยๆคุ้นๆกันดีอยู่ ว่าความขี้เกียจเป็นศตรูกับความขยัน  อาการขาดๆหายๆเป็นศตรูกับความสม่ำเสมอ การที่ป้าจะเปิดตัวแบบลักปิดลักเปิด  แบบเดือนเว้นเดือน  ก็ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ป้าเอ็กซิสต์" ก็หวังว่าหนูนักปรัชญาทั้งหลายจะเข้าใจถึงการดำรงอยู่ของป้าในคอนเซปต์นี้นะ อิอิ
 
   และเพื่อให้เข้ากับทอปปิคที่เราจะคุยกันคราวนี้ ป้าคงไม่มาขอโทษขอโพยอะไรทั้งสิ้น หลังจากไปนั่งคิดนอนคิด ตีลังกาตรองตรึก แล้วว่า... ว่า... ว่า
 
  " ทำไมกรูต้องไปทำตัวดีขนาดน้านนนน...ด้วยล่ะ" ฮ่าๆๆๆ
 
   เกี่ยวกับการแถของป้าในเรื่องนี้  คิดว่าหนูนักปรัชญาหลายคนต้องเคยถามตัวเอง ในสถานการณ์ต่างๆ  ไม่มากก็น้อยถึงความหมายของคำว่า " ความดี" หรือ  "คนดี" โดยเฉพาะในบางบริบท ที่รู้สึกอีดอัดคับข้องกับคำว่า "ความดี" มากมาย จนบางครั้งเราถึงกับตั้งคำถามถึง การมีอยู่ของมันเนี่ย ตกลงแล้วมันทำให้เรามีความสุขหรือทุกข์กันแน่ 
 
    ทำไมนะทำไม หลายคนที่เค้าทำสิ่งที่ตรงข้ามกับขอบเขตของ "ความดี"หรือ "คนดี" ตามที่เราเข้าใจ ไปหลายพันปีแสง ถึงดูมีความสุขสนุกสนาน เพลิดเพลินจำเริญใจ กินอิ่มนอนหลับร่ำรวย ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาไปซะทุกอย่าง ส่วนตัวเราที่ใฝ่หาความดีมาประดับกายถึงดูเหมือนเป็ดง่อยไปซะทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่มีความหวังจะลืมตาอ้าปาก เจิดเป็นเซเลบเหมือนคนอื่นเค้าบ้างว๊า 
 
    สอบก็ตก (ก็มรึงดันไม่โกงข้อสอบลอกเพื่อนเหมือนคนอื่น) เพื่อนก็ไม่มี (ก็มรึงไม่ไปกินเหล้าสังสรรค์กะเค้าบ้าง)  กำลังจะตกงานอยู่มะรอมมะร่อ (ก็มรึงไม่ยอมไปนอนกับเจ้านายเพื่อขึ้นเงินเดือน) แฟนก็ทิ้ง (ก็มรึงไม่ยอมโกหกว่าไม่เคยมีแฟนมาแล้วร้อยกว่าคน) อันหลังนี่ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่  ฯลฯ ชอบแต่ไปวัดฟังเทศน์ สวดมนตร์ข้ามปี แก้กรรมทุกวันพระ สาธุจ้าทุกสามนาทีผ่านหน้าเพจ จ๊ากกกกก...ธรรมมะธรรมโมโอเคจริงๆนะตัว
 
    ใครที่คิดแบบนี้ เห็นทีต้องมาคุยกันหน่อยแล้วล่ะ  ว่าตกลงในสังคมไทยที่เสื่อมทรุดจนคนที่นิยามตนเองว่าเป็นคนดีแทบจะอยู่ไม่ได้เนี่ย มันอะไรยังไงกันแน่ และเว่ากันซื่อๆแล้ว ความดีนี่มีชุดความคิดที่ตายตัวตามที่เราเข้าใจรึปล่าว? เพราะเห็นเวลาจะตัดสินว่าอะไรดีเนี่ย เอาพุทธศานามาจับเสียทุกทีไป
 
   จริงๆนา ป้าคิดว่าหลายคนมักจะเอา ความหมายของความดี ไปผูกติดกับจริยธรรมหรือกฏศีลธรรมทางศาสนา โดยเฉพาะคนไทยเรานะ ที่เน้นพุทธศาสนาเป็นหลัก ซึ่งอันนี้ก็พอจะรับได้ แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่เอากฏระเบียบทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นกฏหมาย จารีตประเพณีของสังคมไทย ( ซึ่งอะแฮ่ม " ไม่แพ้ชาติใดในโลกสากลจักรวาล" ) จะในยุคสมัยใดก็แล้วแต่ มาผูกติดแบบขายเหล้าพ่วงเบียร์ด้วย 
 
   จะจริงใจหรือไก่กาอันนี้ป้าว่า เราก็ต้องมาวิเคราะห์กันหน่อยละเนอะ เพราะไปๆมาๆเรื่องของจริยธรรมที่มีความหมายว่า  ธรรมที่เป็น ข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม อะไรเทือกนี้ มันคือตัวความดีจริงเร้อ
 
   เกี่ยวกับเรื่องนี้นะป้าก็ลองไปหาๆดูว่าความดีกับจริยธรรมน่ะมันเป็นเนื้อเดียวกันรึปล่าว  ก็พบว่า ในทางพุทธศาสนา เค้าบอกว่าความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ

๑. ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้การปฏิบัติหน้าที่และการงานอย่างถูกต้อง
๒. ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่นในด้านต่างๆ
ต้นตอของความดีก็คือ ปัญญาขั้นต้น (คือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลงผิด)
 
  ดูๆไปมันก็ไม่ซับซ้อนนะ  ถึงแม้ว่าจะต้องมาตีความ ความถูกต้องคืออะไร หน้าที่การงานเรื่องอะไรบ้าง การกระทำให้คนชื่นชอบมีขอบเขตอยู่ตรงไหนกันแน่ อีกชั้นนึงก็ตาม
 
   ก็หนูลองคิดดูดิ ถ้าการเป็นคนดีตามหน้าที่อย่างถูกต้องของน้องโสคือ สร้างความสุขให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้าหื่นกามชื่นชอบ แล้วถ้าไปเจอลูกค้าซาดิสต์ล่ะ ไม่เห็นจะต้องอดทนเจ็บตัวเพื่อเป็นคนดีล่ะรึ ไปๆมาๆ ความดีกับจริยธรรมที่เหมือนพี่น้องฝาแฝดยังไงยังงั้น  ก็ทำให้เราอดจะสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเลือกได้อย่างเสรี ไร้ซึ่งประโยชน์และความกลัวใดๆ เราจะทำไหม?

     ยิ่งมันมาติดขัดกับต้นตอของความดีนี่ดิ  โอ๊ะโหยวว... ไม่โลภ โกรธ หลง เนี่ยนะ  ใค๊ร!จะไปทำได้วะ
 
    เห็นทีว่า ความดีทางพุทธศาสนาจะอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนธรรมดาตาดำๆอย่างเราไปซะแล้ว  ป้าว่าความดีในรูปแบบนี้ ดูจะเรียกร้องความเป็นมนุษย์จากเรามากเสียจน เอ่อ...มโนไม่ออก
 
    แต่ถ้าเรามั่วนิ่มเอ๋อๆไป ติ๊ต่าง อุ๊บบ..บ ใช้คำได้ฟอสซิลมากๆ  ว่า ความดีกับจริยธรรมมันมีความหมายอย่างเดียวกันล่ะ เราก็จะพบว่า ในทางปรัชญา ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดก็ต่างพากันดีเบสเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียวเชียวล่ะ    จนกลายเป็นส่วนนึงในสาขาปรัชญาที่เรียกว่า จริยศาสตร์นั่นล่ะจ้ะ
 
    ทีนี้ป้าขอยกตัวอย่างทฤษฎีทางจริยศาสตร์ในยุคแรกๆที่เกิดขึ้นราวๆ๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลหรือมากกว่านั้น  สามแห่งบนโลกด้วยกัน คือ ที่อินเดีย จีน แล้วก็กรีก มาเล่าให้ฟังนะว่า นิยามความดีน่ะมันมีความหมายแตกต่างไปจากที่เรารู้อย่างไร
 
     เมื่อกล่าวถึงอินเดียโบราณ  ก็ต้องนึกถึงหลักปฏิบัติในคัมภีร์พระเวทก่อน เพราะพระเวทนี่เป็นต้นตออารยธรรมในเอเซีย... จากบทสวดในพระเวทเราพอรู้เลาๆว่า หลักจริยศาสตร์ก็คือ ให้เคารพนับถือและภักดีศรัทธาต่อเทพเจ้าต่างๆอย่างสุดจิตสุดใจ มิฉะนั้นไซร้จะไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรเลยสักอย่าง
 
    ถ้าดูจากหลักคิดนี้ การทำความดีของมนุษย์ก็คือ การทำให้เทพเจ้าพอใจ ทีนี้ถ้าเทพเจ้าพอใจกับการบูชายัญ สวดมนต์ ขอพร คือเน้นไปที่พิธีกรรมเท่านั้น ความดีก็มีนิยามแค่การทำตามพิธีกรรมอะไรก็ตามเพื่อเป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้า นั่นแสดงว่าพวกพราหมณ์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคนดีหมด ก็วันๆผูกขาดพิธีกรรม ติดต่อกับเทพเจ้าอยู่กลุ่มเดียว ชาวนา พ่อค้า  นักรบ ไม่สามารถเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามที่เทพเจ้าต้องการได้เลยนี่นา
 
    ทีนี้มาดูหลักจริยศาสตร์ในยุคแรกเริ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าดูบ้าง เรียกว่าเป็นจริยศาสตร์ที่บริสุทธิ์ ก็คือ ในลัทธิขงจื๊อและก็ศาสนาพุทธ  ป้าขอก้าวข้ามพุทธไปนะไปว่าที่ ขงจื๊อเลยละกัน
 
   หลายคนอาจจะบอกว่า ป้าลืมเต๋าไปรึปล่าว เอ้าเพิ่มให้อีกหน่อยก็ได้ ใน "เต๋าเต้จิง"  หลักจริยศาสตร์ของมันก็คือ จงงดเว้นการกระทำทั้งปวง ก็คือ ละความปรารานาใดๆเสีย ทำโดยไม่กระทำ ละทิ้งโลก ออกไปในแนวแสวงหาโลกุตรธรรมด้วยการปลีกวิเวกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  ชุดความดีแบบเต๋าก็ยากเกินกว่ามนุษย์จะทำได้เช่นกันไม่ต่างกับหลักพุทธศาสนาที่เป็นจริยธรรมชั้นสูง ก็เลยไม่อยากพูดถึงมากนัก
 
   ส่วนของขงจื๊อล่ะ ดูจะเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะหลักใหญ่ใจความในหลักจริยศาสตร์ของขงจื๊อก็คือ " ถ้าไม่ต้องการทำให้ผู้อื่นทำต่อเรายังไง ก็ต้องไม่ทำเค้าก่อนแย่างนั้น" คนเราต้องระมัดระวังในการปฏิบัติต่อผู้อื่นเสียก่อน .. แบบว่ารับใช้บิดามารดาดังทีต้องการให้บุตรปฏิบัติต่อตน  รวมไปถึงจริยศาสตร์ทางการเมือง ที่ว่า " เอาชนะใจประชาชนเสียก่อนจึงจะได้อาณาจักร   อย่างนี้เป็นต้น
 
    ป้าว่าการเป็นคนดีตามทัศนะของขงจื๊อดูจะเข้าใจและปฏิบัติง่ายที่สุด ไม่พึ่งสวรรค์ไม่พึ่งเทพเจ้าเน้นความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
 
   ส่วนของกรีกที่เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมตะวันตก  โดยเฉพาะ โสเครติส เพลโต อริสโตเติล สามเทพเจ้าดาวเหนือ แกก็นิยามความดีตามหลักจริยศาสตร์ไม่แตกต่างกันซะกี่มากน้อย
 
   รายแรกก็เน้นความรู้คือคุณธรรม รายที่สองก็เน้นคุณธรรม๔ ประเภท คือ ปรีชาญาณ ความกล้าหาญ การรู้จักประมาณ และความยุติธรรม ส่วนรายสุดท้ายก็มี ๔ ประการ เช่นกัน คือ ความรอบคอบ ความกล้าหาญ การรู้จักประมาณ และความยุติธรรม ลอกเลียนพัฒนากันมาตามประสาครูกับศิษย์คิดล้างครูส่วนในยุคหลังขอไม่พูดถึงนะ มันยาวเกิน เอาไว้ไปว่ากันเป็นรายบุคคล
 
  จะว่าไปแล้ว นี่แค่น้ำจิ้มเล็กน้อยๆของ" ความดี" ที่ป้านำมาเล่าสู่กันฟัง คือ หนูๆจะเห็นว่า จากอดีตถึงปัจจุบัน นิยามความดี มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆล่ะ สักแต่ว่าใครจะเลือกสวมหน้าการแห่งความดีชุดไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราควรฉุกคิด นั่นคือ การทำความดีกับผลลัพธ์ของมันไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแน่นอน
 
   ถ้าเราอยากจะเป็นคนดี จะในชุดความดีลักษณะไหน จะเพื่อตัวเองหรือสังคมส่วนรวมก็แล้วแต่ เราก็ต้องแยกแยะให้ได้ว่า ผลของความดีไม่ใช่ความสุข ความเพลิดเพลินใดๆเสมอไป   แม้กระทั่งความเจริญงอกงามในชีวิตก็ยังห่างไกลเหลือเกิน
 
   ถ้าหนูนักปรัชญาอยากเป็นคนดี ก็เป็นไป อยากทำความดีก็ทำไป แต่อย่ามาโอดโอยบ่นบ้า กูจะเป็นคนดีไปทำไมวะ เพราะถึงที่สุดแล้ว จะดีจะชั่วมันก็ขึ้นกับมโนธรรมของเราแต่เพียงผู้เดียว จำไว้นะจ๊ะหนูน้อย...
 
    เราไม่ควรโทษตนเองหรือโทษผู้อื่นกับการสร้างนิยามความดีให้ตัวเราเอง...เพราะถ้าคิดจะผูกขาดนิยามความดีไว้ที่ตนเองตามรสนิยมของตนแล้วไซร้ มันออกจะเห็นแก่ตัวเกินไปว่ะ ว่าไหมวะ เอ๊ยย ว่าไหมจ๊ะ แหมมม เกือบไม่ได้เป็นคนดีกับเค้าละ  หุหุ..
 
ป้าเอ็กซิสต์
 

Comment

Comment:

Tweet

จารีตนิยมการให้ค่าของความดีในยุคสมัย ความดี-ความชัดเจนเองตนที่ถ้าเราเอาใจไปสัมพัทธ์ด้วยยุคสมัย สัจธรรมเเต่ละผู้เผยเเพร่ล้วนให้เราเลือกเหมาะเเก่จริตตนในองค์ความรู้รวมที่ถูกสั่งสมมา-สภาวะนั้นๆอยู่ดีเพื่อกลืนกลมกับโลกเเละไม่ฝืนตนมากเกินไป ตามจริตที่เราจะเลือกนำข้อกล่าวในเเต่ละปราญช์นำมาปรับเลือกใช้เองให้เหมาะเเก่ธรรมชาติเเห่งสถานการณ์นั้นๆเเละสภาวเเห่งตนเพราะตนก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติเเละคือธรรมชาติหนึ่งๆเหมือนกัน - อันนี้ทัศนะผมนะ ...มายาวHot!นานๆทีbig smile

#12 By cesarmonsters on 2013-05-08 15:37

โลกเราเปลี่ยนแปลงจนน่าเป็นห่วง คนทั้งหลายมากมายยึดเอาเหตุผลของตัวเองเหนือเหตุและผลของจารีตประเพณี โดยส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงสังคมมากเลยค่ะ ยิ่งช่วงที่สื่อสามารถครอบงำได้ง่ายอย่างนี้ สังคมเรายิ่งเชื่ออะไรง่ายๆ อยู่ด้วย น่าเป็นห่วงค่ะ น้อยเพจนักที่จะสื่อข้อมูลแทบทุกด้านแล้วให้คนอ่านได้ไตร่ตรองเอง ชอบป้ามากเลยbig smile

#11 By paradox on 2013-03-05 21:27

เรื่องเหตุผลสากลกับสัมพัทธ์นี่มันมีมาตลอดนะ แม้กระทั่งเรื่องความดี ความงาม ความจริง ดีชั่ว ถูกผิด การถกเถียงถึงมาตรวัด ในเรื่องเหล่านี้ มันก็สร้างปัญหาให้มนุษย์เรามากมายเสียด้วยแถมไม่มีวันจบสิ้นอย่างที่คุณforte'บอกนั่นล่ะ

#10 By wonderboy on 2013-02-28 23:40

confused smile  ถ้ามีมาตรวัดความดีสำหรับคนทั้งโลก คำถามนี้คงไม่เกิดขึ้นใช่มั้ยครับ ก็คงจะถกเถียงกันไปไม่จบไม่สิ้นจนกว่าโลกจะดับสลายแหละผมว่า 

#9 By Film on 2013-02-27 21:32

ส่วนหนูpor_kk หนูเป็นตัวของตัวเองมากๆ จะเรียกว่าเอ็กซิสต์ม่กๆก็ได้นะ ป้าก็คิดคล้ายๆกันนะ ทำดีแล้วตัวเองสบายใจไม่เกี่ยวกับคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ไม่ไปตัดสินคนอื่นด้วย ถ้าเราเป็นแบบนี้เราจะมีความสุขหรือทุกข์กับตัวเองได้ อยู่ในแมสได้สบายๆ ขอบคุณนะจ๊ะที่ชอบเอนทรี่นี้

#8 By wonderboy on 2013-02-24 10:18

Atta จ๊ะ ความเชื่อที่ว่าทำดีต้องได้ดี เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลนะ แต่อย่าไปหวังผลว่ามันจะต้องเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ยกเว้นความสุขทางใจที่ได้ทำดี double wink

#7 By wonderboy on 2013-02-24 10:13

กลับมากะยาวได้ใจ
คนส่วนมากเปนเช่นนี้
Hot!

#6 By ปิยะ99 on 2013-02-24 09:22

หนูเป็นคนที่ไม่เคยคิดประโยคนี้ในสมองเลยนะ......ไม่เคยมานั่งคิดว่าทำไมเราทำดีแล้วไม่ได้ดี...รู้สึกว่า การทำดี มันไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นรับรู้หรือไม่จำเป็นต้องได้รับผลตอบแทนตอบหรอก  แต่กระนั้นการทำดีก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "ไม่เดือดร้อนตัวเอง" และอีกอย่างนึงก็คือ "ไ่ม่ไปเจือกยุ่งกับคนอื่นให้ทำดี" (คือเขาจะดีจะเลวเรื่องของเขา อย่าเอากฎของเราไปตีตราชี้หน้าคนอื่น)
ทำดีก็ทำต่อไป แต่ต้องฉลาดที่จะรู้จักทำดีกับคนที่เราควรทำดีด้วย จะได้ไม่ต้องมานั่งตัดพ้อต่อว่าว่าทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี
ปล ชอบบทความนะคะ

#5 By por_kk on 2013-02-23 21:48

เป็นคนดีไปทำไม?? 
เพราะรู้ดีว่า สักวันต้องได้ดีHot!

#4 By Live a Live on 2013-02-23 17:19

ป้าว่าเราก็ทำความดีตามจริตเรานั่นล่ะ ไปตามสถานการณ์แบบฉลาด ๆป้าคิดแบบนี้นะ ถ้ากรณีมีคนขอให้เราโกหก และคนนั้นเป็นคนที่ให้คุณให้โทษได้ อย่างหัวหน้าไม่อยากรับโทรศัพท์และสั่งเราว่า คุณช่วยบอกคนที่โทรมาทีว่าผมไม่อยู่ เราก็คงต้องปฏิบัติตามคำสั่งใช่ไหม แต่ถ้าเพื่อนเราฆ่าคนตาย และหนีมากบดานที่บ้านเรา เราก็ไม่โกหกหรอกว่า มันอยู่ที่อื่น เพราะถ้ามันรักเราจริงมันคงไม่มาทำให้เราเดือดร้อนใช่ไหม ก็คิดง่ายๆว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรต้องไม่ไปเสียใจ ละอายใจทีีหลังจ้ะเวตราsad smile

#3 By wonderboy on 2013-02-23 17:18

Hot! เวตราเองก็เป็นอีกคนนะคะ ที่ไม่เห็นประโยชน์ของการเป็นคนดีเลย พอยอมก็ดดนเอาเปรียบ ไม่ยอมก็ไม่อนาตค เฮ้อ!!!
ทุกวันนี้ที่เห็นก็มีแต่ทำชั่วได้ดี ทำดีรอเอาโล่....

#2 By เวตรา on 2013-02-23 15:32

เขียนซะหายอยาก เข้ามาอ่านกันนะจ๊ะ รักหนูนักปรัชญาทุกคน

#1 By wonderboy on 2013-02-23 13:27

Code Here.