แอบเหงากับนิตซ์เช่

posted on 24 Feb 2015 20:24 by hoyjubkab
 
 
           หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญา
 
     ก่อนที่จะไปเรื่องนิตซ์เช่    ขอป้าเพ้อเวิ่นเว้อซะหน่อยนะ คือป้าว่า ชีวิตคนเราเนี่ยมันไม่แน่ไม่นอนเลยจริงๆ นะว่าไหม  อย่างป้าเองที่หลายปีมานี่ดำรงตนเป็นแม่บ้านมาตลอด มาบัดนี้ต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์งานอีกครั้ง ใครจะคิด แต่ก่อนเคยมองว่างานคืออุปสรรคของชีวิต แต่ตอนนี้ขอให้ได้ไปทำงานเหอะ สนุกจริงๆ
 
     นับว่าเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ของหญิงวัยทองผู้ชอบชีวิตสันโดษที่ต้องปลุกตัวเองให้ตื่นแต่เช้ามืด  นั่งรถบริษัทไปทำงาน  ต้องคอยมาคะๆขาๆ  ต้องมาอยู่ท่ามกลางชาวออฟฟิส ที่มาเจ๊าะแจ๊ะ เมาส์มอยอวดรู้เสนอหน้า  ชีวิตมนุษย์งานนี่มันช่างแสลงจริงๆ แต่ยอมรับเลยว่า ช่วงนึงขณะนั่งรถผ่านปล่องไฟโรงงานอุตสาหกรรมเคมี และท่อส่งก๊าสน่าตาอัปลักษณ์เหมือนงูยักษ์พันทบกันไปมานั้น ก็แอบตกหลุมรักความน่าเกลียด ทุเรศทุรังนั้นไม่ได้  ยิ่งยามที่ฝนตกฟ้าสีหม่นๆ โรงงานจะเปิดไฟสีส้มกระจายเป็นดวงๆ เหมือนกำลังผจญภัยอยู่ในการ์ตูนจิบลิ หลอนดี
 
     เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อเงินค่ะๆท่องไว้  ปีนี้ป้ามีคิวต้องเดินทางอยู่หลายทริป จะเว้าวอนขอผัวตลอดเวลาคงไม่ไหว แก่แล้วครึ่งคนแล้วผลาญเงินไปเยอะแล้ว กับการท่องเที่ยว ดังนั้น " ทำงานๆๆๆ " ห้ามบ่นค่ะ จบค่ะ
 
    ก็เพราะไปทำงานนี่เอง แถมงานที่ทำก็แยกตัวโดดเดี่ยวในห้องส่วนตัวเสียอีก นานๆทีจะมีคนแวะมาหาก็เลยมีเวลาช่วงที่น่าเบื่อในตอนบ่ายของวันนี่ล่ะ หยิบนู่นหยิบนี่มาอ่าน ล่าสุดก็หยิบ the Existentialism Revolt  มาอ่าน ก็สันดานติดเกม ติดเฟส แบบคนแก่ก็เลยไม่หยิบปรัชญามาอ่านเลยในรอบหลายปี ผลที่ได้คือ โง่คร่า
 
   จริงๆเนื้อหาที่หยิบมาอ่านตอนนิตซ์เช่นั้น ก็เป็นเรื่องที่รู้แล้วล่ะ เพราะทำวิจัยมาเยอะ แต่ก็รู้สึกดีเวลาเจอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับนิตซ์เช่ที่แต่ก่อนมองข้ามไป โดยเฉพาะจากประวัติของแก
 
    คิอในหนังสือเล่มนี้มันก็เคลมเลยล่ะว่า นิตซ์เช่เป็นหนึ่งในพวกเอ็กซิสต์ เช่นเดียวกับเกียร์เกอการ์ด ก็พวกรุ่นพ่อตัวเป้งๆนะ อย่าง ซาร์ต ไฮเดรกเกอร์  การ์มู นั้่นยังต้องชาบู ก็เอาเถอะว่ากันไป คือตามความคิดป้านิตซ์เช่มันไปไกลกว่าพวกเอกซิสต์มาก
 
     โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง Nihilism หรือ สุญนิยม คือ ทฤษฎีที่เชื่อกันว่า ความรู้ที่เป็นจริงไม่มี หรือถ้ามีเราก็รู้ไม่ได้  ความรู้ทั้งหมดที่เรารู้เป็นเพียงมายา ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญและเป็นสิ่งสัมพันธ์ ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หรือสภาวะทางปรัชญาที่ว่า คุณค่าทางศาสนาและศีลธรรมได้หมดสิ้นลงแล้ว
 
    มาถึงตอนนี้หนูนักปรัชญาหน้าใหม่บางคนคงต้องถอนใจเฮือก เอามือเขกกบาลตัวเอง ที่เผลอมาอ่านปรัชญาบ้าบอ จำยากไม่เข้าใจอะไรขนาดนี้หนอ  แต่ถ้าใครติดตามมาพักใหญ่ก็คงพอมองเห็นว่า ป้ามักจะสาดความรู้เชิงปรัชญาเข้ามาเป็นระยะๆในหลายๆตอนนะ เขียนมาห้าปีก็เกือบร้อยห้าสิบตอนอ่ะ มันก็มีหนักมีเบาคละเคล้ากันไป  บางอันตัดนิดแต่งหน่อยเอาไปส่งครูได้เลย แฮะๆ
 
     ทีนี้พอพูดถึงเรื่องการปฏิเสธคุณค่า ก็ทำให้ป้านึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้พวกเราล้วนอยู่ในยุคที่ความจริงความลวงความเชื่อความฝันมันผสมปนเปเคออสสุดๆอ่ะ มันมีข้อสงสัยและมีคำถามที่ท้าทายชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์มากมายหลายสิ่งนัก  ยิ่งคำถามถึง คุณค่าของชีวิตมนุษย์ด้วยแล้ว ยิ่งท้าทายสุดๆ เพราะ สังคมเราทุกวันนี้เริ่มปฏิเสธคำตอบสำเร็จรูปโดยเอาศาสนามาจับ หรือ ตีกรอบคำตอบด้วยศีลธรรมเหมือนแต่ก่อน  อาจมาจากการตระหนักรู้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆหรือข่าวสารที่รวดเร็วถึงกัน ทำให้เรามองว่า แม้กระทั่งตัวศาสนาเองก็ไร้คุณค่าในการเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับชีวิตมนุษย์ไปด้วยเหมือนกัน  
 
    เขียนมาตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องเลย ขอเข้าเรื่องของนิตซ์เช่เสียหน่อย ในหนังสือเล่มนี้ เป็นการกล่าวถึงชีวประวัติและแนวคิดของนิตซ์เช่แบบคร่าวๆ สิ่งนึงที่ป้าสัมผัสได้จากที่อ่านคือ เค้าพยายามโยงรายละเอียดชีวิตของนิตซ์เช่ในช่วงวัยต่าง ว่าทำให้เกิดที่มาหรือสัมพันธ์กับแนวคิดหลักๆของนิตซ์เช่ยังไง ซึ่งจะไปพูดถึงในภายหลังนะ
 
   ต่อไปนี้ป้าจะขอเล่าสิ่งที่ป้าสนใจในเล่มนะ ...
 
   ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงนิตซ์เช่ว่า นิตซ์เช่นั้นไม่ใช่คนรักสันโดษมาตั้งแต่แรกอย่างที่คนคิด  ตัวแกเองก็เป็นหนุ่มหนวดโง้งที่แอบเหงาเศร้าจ๋อยอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็มีหลักฐานจากจดหมายที่นิตซ์เช่เขียนถึงน้องสาว ยัยอริซาเบท (วีรกรรมของยัยนี่มีเยอะนะ แต่อย่างที่ไม่น่าให้อภัยคือ เอาผลงานนิตซ์เช่ไปให้นาซีเปลี่ยนความคิดต่อต้านสงครามของนิตซ์เช่ไปเป็นสนับสนุนสงครามและโปรอารยัน ไปนู่นเลย )
 
    ในช่วงท้ายๆของชีวิตก่อนบ้านะ นิตซ์เช่บ่นระบายความในใจให้น้องสาวฟังว่า " มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณอันลึกล้ำนั้น ต้องมีใครสักคนเป็นเพื่อน หรือไม่ก็ต้องพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพื่อน แต่ตัวพี่นั้น ไม่มีแม้แต่พระผู้เป็นเจ้าหรือเพื่อนสักคนนึงเลย "
 
   ตอนแรกที่อ่าน ก็เห็นใจนิตซ์เช่อยู่เหมือนกัน แต่พอมานั่งนึกดูก็พอจะจำได้ ว่าช่วงหนุ่มๆแกก็เคยไปผูกเสี่ยวกับริชาร์ด วากเนอร์ คีตกวีเอกอยู่เหมือนกัน ช่วงที่วากเนอร์อยู่ที่สวิสต์อ่ะนะ แถมช่วงนึงแกก็ไปรู้จักโชแปงด้วยนะ จริงๆแกก็มีเพื่อนล่ะแต่อาจจะไม่เยอะนัก ที่เด่นๆสร้างสีสันให้กับชีวิตนิตซ์เช่คือ สาวรัสเซียที่ชื่อว่า ลูว์ เรียกว่าแกประทับใจมาก และตกหลุมรักเลยทีเดียว ทั้งในความสวยและความฉลาดของนาง
 
    ลูว์นี่ล่ะที่่เขียนหนังสือเกี่ยวกับนิตซ์เช่ขึ้นมาภายหลัง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นตอนที่ไปเป็นผู้ช่วย ซิกส์มุนด์ฟรอยด์แล้ว ซึ่งแน่นอนฟรอยด์เอง ก็ยอมรับเลยว่าได้อิทธิพลส่วนนึงมาจากนิตซ์เช่ นี่เห็นไหมแกแผ่รัศมีไปไกลจนถึงแวดวงจิตวิเคราะห์นู่น
 
   สาวลูว์นี่ล่ะที่กล่าวถึงนิตซ์เช่ว่า " เค้าเป็นชายที่ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นสุภาพบุรุษ แต่จริงๆขี้อายเก็บกด มักจะแสร้งทำตัวสนุกสนาน เพื่อปิดบังความรู้สึกภายในไว้ "
 
     ก็แกน่ะอยากสารภาพรักยังไม่กล้าเลย ต้องไปอาศัยเพื่อน ก็คงมีสาวไหนสนใจล่ะนะ ถึงแม้คู่นี้สุดท้ายจะจบแบบเศร้าๆไม่ได้กัน ถึงแม้จะลองพยายามคบกันอยู่ช่วงนึงแล้วก็ตาม แต่น้องสาวก็มาทำให้เลิกคบกันจนได้ ส่วยอีน้องสาวพอเค้าเลิกกันแทนที่จะปลอบใจพี่ชาย  นู่นหนีไปปารากวัยแต่งงานไปเลย พี่ก็เลยเหงาหนัก  สุดท้ายก็เป็นบ้าไปอย่างที่รู้ๆกันอยู่
 
   คนที่เคยอ่าน Thus spoke zarathustra แต่ไม่เคยรู้ประวัตินิตซ์เช่ คงอาจจินตนาการไปไกลว่า คนเขียนนี้คงนิสัยคล้ายตัวเอกซาราทุสตรา ที่หนีไปกบดานแสวงหาปัญญาบนยอดเขา เพราะลงมาทีไรก็เจอแต่คนอวดดี อวดรู้  และ บ้าบอ ไร้แก่นสารมาก เสียจนคบค้าสมาคมไม่ได้ ก็เลยหนีขึ้นไปบนเขาอีก สุดท้ายก็บรรลุความจริงในเรื่องวัฏนิรันดร์ได้ในที่สุด
 
   อย่างที่เกริ่นๆไป ว่า นิตซ์เช่เป็นพวกที่ทุกข์เสมอ รักใครเค้าก็ไม่รับตอบ เพื่อนก็ไม่ค่อยคบ ในวงการปรัชญาก็ดูถูก ขนาดแม่ยังเกลียดหนังสือแกเลย เรื่องซาราทุสตรานี่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนรับนะ สุดท้ายแกก็ออกเงินเองทำมาขายได้สี่สิบเล่ม แถมขายไม่ออกเสียอีก เพราะเป็นที่รู้จักน้อยมาก ต้องผ่านไปในภาคหน้าเกือบร้อยปี โลกถึงหันมาศึกษาและยกย่องแกอย่างจริงจัง ส่วนปัจจุบันนี้ พวกโพสต์โมเดิร์นก็ยังอวยแกอยู่เลย ในฐานะบิดาที่มาก่อนกาล 
 
   เขียนมายืดยาวยังไม่จบเลย เอาไว้ต่อตอนสองละกันนะจ๊ะ ป้าง่วงแล้ววันนี้เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ  กู๊ดไนต์
 
ป้าเอ็กซิสต์
 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านที่ คุณเอ็กซิสต์(ถ้าผมจำไม่ผิดหนสุดท้ายพวกเราทักกันว่า คุณ Wonder ใช่ไหมครับ)เขียนแล้วผมอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าพวกเราหลายๆ คนในสังคมทุกวันนี้ก็คงจะรู้สึกคล้ายๆ นิตเช่ ที่รำพึงว่า"ไม่มีพระเจ้าเป็นเพื่อน แล้วก็ไม่มีเพื่อนที่มั่นใจได้สักคน" ทำให้แต่ละคนยิ่งค้นหาเพื่อน ค้นหาศรัทธากันใหญ่บนอินเตอร์เนต
แต่ผมกลับยิ่งคิดว่าคนเราในสังคมไทยยุคนี้จะศรัทธาอะไรสักอย่างก็ต้องมานั่งระวังว่าสิ่งที่ศรัทธาจะโดนเปิดโปงเข้าวันไหน ครั้นจะเลือกศรัทธาในตัวเอง ประกาศว่าฉันไม่มีสิ่งเคารพ หรือ สิ่งรั้งไว้นอกจากศีลธรรมพ้นฐาน เอาเข้าจริงๆ คนเหล่านั้นลึกๆ ก็ยังตัดสำนึกความเป็นทาสที่ นิทเช่ เคยว่าไว้ว่ามีในมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ครับ เป็นเรื่องน่าเศร้านะของมนุษย์เรายุคนี้นะครับ sad smile

#6 By Old Mustang on 2015-04-11 23:09

ดีใจที่พวกเราได้มีโอกาสทักทายกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าอย่างไรเดี๋ยวขอผมอ่านบล็อคของทางนี้ก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยคุยกันเรื่องที่เขียน surprised smile

#5 By Old Mustang on 2015-04-11 10:48

ถึง คุณเจ้าของบล็อค
สวัสดียามดึกอีกรอบนะครับ แวะมาทักทายหลังจากที่ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนเสียหลายปี สบายดีนะครับ surprised smile

#4 By Old Mustang on 2015-03-27 00:57

นักปรัชญานี่ถ้าไม่รุ่ง ก็ร่วงสินะ เหอะๆ โดนจับกรอกยาเอย เป็นบ้าเอย

#3 By xia (115.87.211.119|115.87.211.119) on 2015-03-09 22:34

อืมม์นะเวตรา มนุษย์เราไม่ว่าจะยังไง ก็อยากมีใครสักคนที่เข้าใจ มีใครสักคนที่คุยได้ นิตซ์เช่กับลูว์ช่วงแรกก็งั้นเลย นิตซ์เช่เล่าให้ฟังหมด สนิทกับวากเนอร์ยังไง ถูกถีบออกจากวงการนิรุติศาสตร์ยังไง เรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทคนนึงเลย ป้าว่าช่วงที่สองคนนี่ลองคบกันถ้าไม่มีน้องสาวมายุ่งก็อาจจะสมหวังก็ได้ นิตซ์เช่อาจไม่บ้า โลกนี้อาจมีนักปรัชญาที่เก่งที่สุดคนนึงที่มีชีวิตเพียบพร้อมก็ได้

#2 By wonderboy on 2015-02-25 12:33

ถึงจะเป็น Existentialism แต่ก็อยากมีใครสักคนเข้าใจ แบบนั้นรึเปล่าคะ ^^ cry
Hot!

#1 By เวตรา on 2015-02-24 23:53

Code Here.